8ขั้นตอนหลัง ได้รถ มือสอง คันโปรด

             ขึ้นชื่อว่า รถมือสอง แล้วนั้น ย่อมไม่ใช่รถที่ สภาพ 100% เหมือนรถใหม่ อย่างแน่นอน แต่ก็ใช่ว่าจะต้องเสียเงินซ่อมไปซะทั้งหมด เพราะ ข้อดีของรถมือสอง ก็ ยังมีอยู่บ้าง เช่น เราสามารถซื้อรถที่ มือแรก ราคาสูงมากๆ จนเราได้แต่มอง พอ มาเป็น รถยนต์ใช้แล้ว กลับ อยู่ในราคา ที่เรา จับต้องได้ ถึงแม้อายุอานาม จะมากขึ้นก็ตาม แต่ถ้าเราได้ รถยนต์ ที่อยู่ในสภาพดี ไม่เคยมีอุบัติเหต หนัก จนกระทบถึงโครงสร้างตัวถัง แล้ว นั้น การซ่อมบำรุง อะไหล่ต่างๆ เช่น ช่วงล่างและเครื่องยนต์ ให้รถคันโปรดของเรากลับมาอยู่ในสภาพเหมือนใหม่ได้ไม่ยากแน่นอน และ วันนี้เราจะมา แนะนำ 10 ขั้นตอนหลัง ได้รถมือสอง คันเก่ง ของ คุณ กันนะครับ


1.ตรวจเช็ค ประวัติของเหลว ในรถว่า เปลี่ยนมาครั้งสุดท้ายเมื่อไร และ จะถึงรอบเปลี่ยนครั้งต่อไปเมื่อใด และถ้าอยาก นับ 1 กันใหม่ ที่เราก็ เปลี่ยนเลย ครับ      ของเหลวพวกนี้ ราคาไม่สูงมาก เช่น น้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ น้ำมันเฟืองท้าย น้ำมันเบรค และ แม้กระทั่ง น้ำหล่อเย็น หรือ น้ำในหม้อน้ำ นั่นเอง โดยเฉพาะน้ำมันเกียร์ เปลี่ยนบ่อยๆ ยิ่งเป็นการ ยืดอายุ เกียร์ ของท่าน ได้อีกด้วยนะครับ


2.ตรวจเช็ค สายพาน ต่างๆ เช่น สายพาน ไทม์มิ่ง สายพานหน้าเครื่อง หรือ แม้กระทั่ง สายพานแอร์ ว่าอยู่ใน สภาพที่ยังใช้การได้อยู่หรือไม่ ถ้า มันถึงวาระ แล้ว เช่น แห้ง แตก แข็ง หรือเสื่อม สภาพแล้ว ก็ ควรเปลี่ยนครับ อะไหล่ จำพวกนี้ก็ ไม่ได้แพง สักเท่าไรนัก

3.กรองอากาศ กรองอากาศนั้น สำคัญ ไฉน เป็น ส่วนที่ ดักฝั่นละออง เพื่อไม่ให้ เข้าไปในเครื่องยนต์ มากจนเกิน แต่ในทาง กลับกัน หาก เจ้ากรองอากาศ ตัว นี้ ตันขึ้นมา ก็ จะทำให้ รถคันเก่งของคุณ เกิดอาการ ตื้อๆ วิ่งไม่ค่อยจะไป นั่นเป็นเพราะ อากาศ ไม่สามารถ ผ่านเข้าไป ยังห้องเผาไหม้ได้ใน ปริมาณ ที่เหมาะสมนั่นเอง  นอกจากนี้ ยังทำให้รถ กินน้ำมันมากขึ้นอีกด้วย และเจ้ากรองอากาศ ตัวนี้ ราคาก็ แค่ หลัก ร้อยบาทเท่านั้น แพงหน่อยก็ ไม่เกิน 2000 บาท คุ้มค่าครับเพื่อแลกกับ สมรรถนะ รถยนต์ คันโปรด

4.แบตเตอรี่  ปฏิเสธไม่ได้เลย ว่า แบตเตอรรี่นั้น เป็นอุปกรณ์ชิ้นสำคัญที่จะทำให้ รถยนต์ของเรานั้นใช้งานได้ เพราะฉะนั้น หากว่า สติ๊กเกอร์ บนแบตเตอรี่ ในรถของเรายังอยู่่ ก็ สามารถตรวจดูได้ ว่าอายุของแบตลูกนั้น ผ่านการใช้งานมาเป็นระยะเวลาเท่าไรแล้ว โดยทั่วไป อายุการใช้งานของแบตนั้น จะอยู่เฉลี่ย ราวๆสัก 18-24 เดือน ขึ้นอยู่กับการใช้งาน หากไม่สามารถดูที่ แบตได้ คำแนะนำเบื่องต้นในการสังเกต ว่าแบต เรายังไหวอยู่ หรือเปล่า ก็ สังเกต จากการ เลื่อนขึ้น/ลง ของกระจกไฟฟ้า ว่าช้ากว่าที่จะเป็นหรือ ไม่ และ จับอาการ ตอนสตาร์ทเครื่องยนต์ ว่า มีอาการลากยาว ผิดปกติ หรือ ไม่ ถ้า เป็นแบบนั้นแล้ว แนะนำให้เปลี่ยนแบตเตอรรี่ลูกใหม่ ครับ คุ้มกว่าการ สตาร์ทรถไม่ติด ในเวลาที่ เรา ต้องการใช้รถครับ ในขณะที่ ตรวจเช็คแบตเตอรี่ นั้น ก็ ควรที่จะตรวจเช็ค ไดชาร์ทและไดสตาร์ท ไปด้วย เลยนะครับผม

5.เบรค ผ้าเบรค และ จานเบรค สำหรับผู้ใช้รถยนต์ มือใหม่นั้น อาจจะไม่สามารถดูได้ แต่ ที่สามารถ สังเกตได้ง่ายๆคือ เสียง ครับ กล่าวคือ หาก ในเวลาที่เราเหยียบเบรค แล้วมีเสียงดัง มากกว่าปกติ นั่น คือ ผ้าเบรค น่าจะใกล้หมดแล้ว แนะนำให้ นำรถไปเปลี่ยนผ้าเบรค ครับ แต่หาก รถมีอาการสั่น ขณะเบรค อาจเป็นไปได้ว่า จานเบรค อาจจะมีอาการ คด ได้ แนะนำให้ ปรึกษา ช่างเพื่อตรวจเช็ค ระบบเบรค ว่าชิ้นส่วนใด หมดอายุ แล้วเพื่อความปลอดภัย ในชีวิตและรถยนต์คันโปรด ควรเปลี่ยนอะไหล่ หากว่าชิ้นส่วนนั้นๆ หมดอายุแล้วครับ

6.ระบบแอร์ ในประเทศไทย หากถามว่า ระบบใดในรถยนต์ที่ คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ คำตอบ คือ ระบบทำความเย็นภายในรถยนต์ หรือ แอร์ นั่นเอง ครับ หากท่านซื้อรถยนต์ มาแล้ว ได้กลิ่นไม่พึงประสงค์ กลิ่นอับๆ แนะนำให้ท่านนำรถเข้าไปรับบริการ ล้างแอร์ ตู้แอร์ หรือ หากรถยนต์ของท่าน แอร์ไม่เย็น อันนี้ ต้องตรวจสอบกัน ตั้งแต่ น้ำยาแอร์/ท่อยาง/ตู้แอร์/หรือ แม้กระทั่ง คอมเพรสเซอร์แอร์ กันเลย ทีเดียว แต่หากท่านซื้อรถมาแล้ว ทุกอย่างปกติดี ก็ แนะนำให้ ล้างตู้แอร์ ตามระยะ บำรุงรักษา ที่ระบุอยู่ใน บุ๊คเซอร์วิส นะครับผม

7.ยาง การตรวจเช็คยางรถยนต์ นั้น ทำได้หลายวิธี เริ่มต้นจาก สังเกต จาการเติมลมยางในทุกๆ สัปดาห์ ว่าลมยางรถของเรานั้น หายไปมากน้อยแค่ไหน ทั้งนี้การตรวจวัดแรงดันลมยางนั้น จะต้องทำในขณะที่อุณหภูมิของยางยังไม่ร้อน อากาศในยางยังไม่ขยายตัว กล่าวคือ รถต้องวิ่งมาไม่เกิน 2 กม.โดยเฉลี่ย ครับ จึงจะได้ค่าที่มาตรฐานและเชื่อถือได้ ทั้งนี้ หากลมยางอยู่ใน สถานะที่ปกติ เรามาเริ่มดู ที่ปี ยางรถยนต์กัน โดยปกติแล้ว จะระบุไว้ที่แก้มยาง เป็นสัปดาห์ที่?/ปี? เช่น 01/2015 ก็จะเป็น สัปดาห์ที่ 1 ของปี 2015 นะครับผม ส่วนยางนั้น ยังใช้ได้อยู่มั้ย ซับแรงกระแทกอยู่หรือเปล่าให้ลองเอาเล็บมือ จิกดูที่แก้มยาง หากยังนิ่มอยู่ ก็จะยังสามารถใช้ได้อีกพอสมควรครับ มาดูกันต่อที่ ดอกยาง หลายท่าน ไม่เข้าใจ มองจากด้านข้างแล้ว คิดว่าดอกยางหมดแล้ว ในความเป็น จริงนั้น การที่จะดูดอกยาง จะต้อง นำเหรียญบาท มาวัด ตรงร่องดอกยาง ที่อยู่เรียกว่าแทบจะ หน้ายาง สัมผัสพื้นนะครับ เพราะด้านข้างที่ท่านเห็นนั้น มันคือ ร่องรีดน้ำ ยังไงๆ มันก็ ไม่ลึกเท่าดอกยาง ครับผม หากว่าดอกยาง ใกล้จะหมดแล้ว ก็ เตรียมตัวเปลี่ยนยางกัน ครับ โดย เช็คราคา ยาง ตามขนาดและซีรี่ย์ยาง ของท่าน ดูได้ จากตัวเลข 3 ตัวที่มี / ขั้นอยู่ นะครับ เช่น 215/55/17 ดังนี้ จะบอกร้านยางได้ว่า ยาง ขนาด 17 นิ้ว ซีรี่ย์ 55 และ หน้ากว้าง 215 ครับผม

8.หลอดไฟและระบบส่องสว่าง วิธีการเช็คก็ ง่ายมากๆครับ คือ เปิดไฟและไฟฉุกเฉิน ให้หมดทุกอย่างแล้วเดินดูรอบรถว่า มีดวงไหน ขาดหรือหมดอายุแล้ว ก็ ให้นำรถเข้าไปเปลี่ยนหลอดไฟดวงนั้นๆ เสีย ครับผม เพียงเท่านี้ คุณก็จะได้รถมือสอง ที่ สภาพเหมือนใหม่ ขับไปไหน ก็ สบายใจได้แล้ว ล่ะครับ